มูลนิธิชุมชนสงขลา (Songkhla Community Foundation)

ร่วมคิด ร่วมทุน ร่วมทำ

กิจกรรม

ชมรมพันปี

by ชาคริต โภชะเรือง @April,18 2010 14.15 ( IP : 114...92 ) | Tags : กิจกรรม

สงขลาหรือโดยเฉพาะหาดใหญ่ กล่าวได้ว่าเป็นเมืองที่ราษฎรร่วมสร้าง และหากคนรุ่นบรรพชนได้ร่วมสร้างบ้านแปลงเมือง คนรุ่นปัจจุบันเล่ากำลังทำอะไร?

ย้อนอดีตหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 เมืองสงขลาไม่ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการ พระเจ้าตากจึงยกพลมาตีเมือง ต่อมาได้มาพบนายเหยี่ยงเพ้ง  แซ่เฮ่า หรือหลวงสุวรรณคีรีสมบัติ (เหยี่ยง "ต้นตระกูล" ณ สงขลา) จึงร่วมมือกันตีสงขลาและขึ้นปกครองเมืองมานับแต่นั้น

หาดใหญ่เองเป็นเมืองเกิดใหม่ อายุ 70 ปี ขุนนิพัทธ์จีนนคร ซึ่งเป็นกำนัน ร่วมกับราชการนำแรงงานคนจีนเข้ามาสร้างทางรถไฟและบุกเบิกเมืองหาดใหญ่ การที่จะดึงคนจีนเข้ามาได้จำเป็นต้องมีสิ่งดึงดูดใจ นั่นคือ งานและที่อยู่อาศัย

ต่อมา ชี กิมหยง ได้อุทิศที่ดินสร้างโรงเรียน ดึงมิชชั่นนารีเข้ามาแพร่ศาสนา สร้างการศึกษายังไม่พอ เจ็บป่วยก็มีโรงพยาบาลและมูลนิธิสงเคราะห์คนอนาถารองรับ ตายแล้วก็มีฮวงซุ้ยอย่างดีฝัง ทำให้เมืองใหญ่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว

มูลนิธิชุมชนสงขลา เล็งเห็นต้นทุนทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว เราได้นัดหมายกลุ่มคนที่น่าสนใจมากอีกกลุ่มหนึ่งของเมืองหาดใหญ่มาคุยกัน ณ ห้องอาหารโรงแรมไดมอนด์ หาดใหญ่ ซึ่งปกติทุกวันอาทิตย์ทางกลุ่มหรือชมรมนี้ใช้เป็นที่นัดพบทานอาหารเช้าหลังออกกำลังกาย

จากชื่อแรกที่มีคนขนานนามให้ว่า ชมรมพันปี อันนับเนื่องจากอายุของสมาชิกหากรวมกันได้ก็คงไม่น้อยไม่มากกว่าพันปีที่ว่า ชื่อดังกล่าว คุณสุนทร ประทุมทอง นายอำเภอหาดใหญ่ในขณะนั้นตั้งให้ แต่ปัจจุบันพวกเขาใช้ชื่อว่า ชมรมExercise เพื่อสุขภาพ

ชื่อนั้นมิใช่สิ่งสำคัญ ยิ่งเมื่อพิเคราะห์ต้นทุนของแต่ละคนที่มารวมกัน ย้อนกลับไปการรวมตัวของพวกเขาเกิดขึ้นมาเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา สมาชิกของกลุ่มที่มาจากหลายกลุ่มหลายก๊วน ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ โดยเฉพาะมาจากไลออนท์ และจำนวนหนึ่งมีฟื้นเพเป็นคนไทยเชื้อสายจีนจากอำเภอเก็กเฮียง ทุกเช้าจะมีการออกกำลังกายร่วมกัน จากนั้นก็เกิดความคิดว่าน่าจะมีการนัดพบทานอาหาร พบปะเสวนาฉันท์มิตรมากกว่าแค่มาเดินออกกำลังกาย

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 20 ปีผ่านมา สมาชิกจำนวน 18 คน(ปัจจุบันเหลือ 14 ไม่นับขาจรอีกจำนวนหนึ่ง-ชาย 12 หญิง 2) กิจกรรมที่ทำร่วมกันเป็นกิจวัตรก็คือ มีการออกกำลังกายทุกเช้า 7 วัน และมีการวงทานอาหารเช้าร่วมกันทั้ง 7 วัน ทำเช่นนี้มาร่วม 20 ปีมิได้ขาด ลองนับจำนวนครั้งที่พวกเขามีกิจกรรมร่วมกันดูคงร่วมพันครั้ง สมาชิกคนหนึ่งถึงกับพูดขึ้นว่า “พี่น้องยังไม่กินข้าวกันทุกวันเหมือนพวกเขา”

อายุเฉลี่ยของพวกเขาแต่ละคนประมาณ 60-75 ปี แต่ละคนเป็นนักธุรกิจ สวมหมวกหลายใบ บ้างเป็นนายกสมาคม(แซ่ต่างๆ) อุปนายก ผู้ว่าการภาค ฯลฯ กล่าวได้ว่าต่างมีองค์กรของตัวเองอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น

การพบกัน 7 วันนี้นำมาซึ่งรูปแบบพิเศษของกลุ่มที่น่าสนใจมาก ได้แก่
• พวกเขาจะมีสีเสื้อใส่เป็นสีตามวัน อย่างวันนี้เป็นวันอาทิตย์ พวกเขาจะใส่สีแดง(ไม่เกี่ยวกับนปช.นะครับ)

• การพบกันแต่ละครั้งจะมีการหมุนเวียนสถานที่ทานอาหารเช้าทั้ง 7 วัน คือมีที่ประจำ 7 แห่ง แต่ละแห่งจะมีการซื้ออุปกรณ์จำเป็น เช่น ชา ถ้วยชา ให้ไว้ที่ร้าน เพื่อบริการกลุ่มโดยเฉพาะ

• การพบกันจะมีเงินกองกลางเดือนละ 2000 บาทต่อคนเพื่อใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในการทานอาหาร เงินเหลือก็เก็บเข้ากองกลาง ปัจจุบันมีเงินเหลือ 50,000 บาท

• กติกาที่เคร่งครัดเป็นพิเศษคือ ไม่มีเรื่องเงินและการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง (กติกาข้อนี้ทำให้กลุ่มมีอายุยืนยาวนับ 20 ปี)

• การพูดคุยเน้นการผ่อนคลายมากกว่าคุยเรื่องงาน (ทำธุรกิจก็เครียดอยู่แล้ว มาพบกันจึงไม่คุยเรื่องงาน) บางคนบอกว่า การได้หัวเราะถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

• ปีหนึ่งจะมีการกินเจ 9 วัน ที่ศาลเจ้าคลองเตย โดยทางกลุ่มจะให้เงินไว้ 10,000 บาท แล้วสมาชิกก็จะมาร่วมกิจกรรม

สมาชิกท่านหนึ่งเป็นนายกสมาคมเก็กเฮียง ซึ่งมีสมาคมแม่อยู่ที่กรุงเทพฯ ว่ากันว่า เก็กเฮียงหรือโผเล้ง เป็นอำเภอหนึ่งของประเทศจีนที่ยากจนมาก การกินอยู่ยากลำบาก จนมีคำพูดว่า “กินเป็ดโผเล้ง” ความหมายก็คือ คนที่นั่นกินเต้าหู้เป็นอาหารหลัก การได้กินเต้าหู้(เรียกแทนเป็ดโผเล้ง-ความหมายเสียดเย้ยสะท้อนความลำบาก) เมื่ออพยพมาสู่ประเทศไทย ประกอบอาชีพจนร่ำรวย จึงรวมตัวกันช่วยเหลือคนจีนด้วยกัน

สมาคมเก็กเฮียงจะมีการมอบทุนการศึกษาทุกปี โดยสมาคมแม่จะแจกจ่ายให้กับสมาคมลูกที่กระจายไปทั่วประเทศ (ปีละประมาณ 3 แสนบาท) อย่างปีที่ผ่านมามีเด็กหาดใหญ่ได้รับทุน 84 คน

นอกจากสมาคมดังกล่าวแล้ว สงขลายังมีมูลนิธิและสมาคมอีกว่า 200 องค์กร ซึ่งต่างก็มีกิจกรรมช่วยเหลือเกื้อกูลในกลุ่มสมาชิกของตน การได้พบพวกเขาในครั้งนี้เราสัมผัสความผูกพัน ความกลมเกลียว ความเป็นมิตร เป็นกันเองที่มีต่อกันได้ไม่ยาก เหนืออื่นใด การรวมตัวที่ยึดโยงกันด้วยความอาวุโส รับรู้บทบาทของกันและกันตามความถนัด ไม่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การจัดความสัมพันธ์ในลักษณะเครือข่ายแนวราบแบบผู้นำธรรมชาติเช่นนี้น่าสนใจยิ่ง

ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสาระบบของการศึกษาหรือทฤษฎีใดมารองรับ

เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในฐานะพลเมืองที่มีส่วนร่วมช่วยทำให้เมืองหรือแผ่นดินที่ตนอาศัยมีความเข้มแข็งมั่นคง

แสดงความคิดเห็น

« 3097
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง