บทความ
เข้าพรรษา ประชา+รัฐ ร่วมสร้างสวัสดิการ
เข้าพรรษา 90 วัน ถ้าสักครึ่งหนึ่งของคนไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนทำการออมวันละบาท ออกพรรษาน่าจะมีเงินออมรวมกันไม่นอยกว่า 2,000 ล้านบาท ถ้าหากคนไทยลดเลิกกินเหล้า และเอาเงินที่ได้จากการกระทำนั้นมาออมด้วยน่าจะได้ไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท
ถ้า หากรัฐบาลเห็นว่า ความคิดนี้ดี มีผลทั้งต่อบุคคล ครอบครัว ชุมชน และสังคมก็ควรจะออกมาประกาศว่า ชุมชนใด ตำบลใด อบต.เทศบาลใดสามารถออมเงินระหว่างเข้าพรรษาด้วยการลดละเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ นำเงินมาออมได้เท่าไร รัฐบาลจะสมทบให้อีกเท่าตัว ก็จะเป็น 40,000 ล้านบาท
ถ้าหากชุมชนหนึ่งออมด้วยวิธีการดังกล่าวระหว่างเข้าพรรษาได้ 100,000 บาท รัฐบาลก็สมทบให้ 100,000 บาท ก็จะมีงบประมาณเพื่อไปพัฒนาท้องถิ่น หรือเป็นกองทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมในชุมชน อันนั้นไว้พิจารณากันอีกทีว่าจะเอาไปทำอะไร
เงินที่รัฐบาลใช้สมทบควรนำมาจากกองทุนต่างๆ ที่มีหน้าตาประชานิยมทั้งหลาย เช่น โครงการ SML ที่ รัฐบาลนี้เพิ่มวงเงินเข้าไปอีกเป็นเท่าตัว แทนที่จะทุ่มเงินไปในลักษณะนั้นอย่างเดียวก็น่าจะลดลงมาให้เท่ากับตอนที่ เริ่มต้นใหม่ๆ เพื่อนำงบประมาณที่เหลือมาสมทบโครงการที่กำลังพูดถึงนี้
เรื่อง ที่ว่านี้ไม่ใช่ฝันแบบเลื่อนลอย มีหลายประเทศในยุโรปทำมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มจากประเทศเยอรมนี ซึ่งได้แนวคิดริเริ่มจากศาสนจักรที่รณรงค์ให้คนลดละเลิกอบายมุขระหว่าง เทศกาลศีลอดที่คาทอลิกในประเทศไทยเรียกกัน “มหาพรต” หรือ Lent คล้ายกับเข้าพรรษาของพุทธ และระมะฏอนของอิสลาม
ระหว่าง 40 วันของ Lent นั้น มีการณรงค์ให้คนลดละเลิกอบายมุข หรือความสุข ความสะดวกสบาย ต่างๆ เช่น การดื่มไวน์ แอลกอฮอร์ การไปดูมหรสพ การไปเที่ยว การบริโภค การใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยแต่ละปีจะเลือกเอาหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งมาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อพัฒนาจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม
องค์กร ทางศาสนจักรที่ดำเนินการเรื่องนี้จะแจกเอกสารไปทุกโบสถ์ โรงเรียน ชุมชน องค์กร หน่วยงาน ชุมชนและประชาคมต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมกับกล่องเล็กๆ หรือกระปุก ให้คนหยอดเหรียญหรือธนบัตรเป็นการออมรายวัน ใครจะออมเท่าไรก็ได้ ไม่ได้ออมเพื่อตนเองเอาไปใช้หลังเทศกาล แต่ออมเพื่อไปช่วยเหลือผู้อื่น
บาง คนเลิกกินเหล้าก็เอาเงินที่ตนเองกินเหล้าทุกวันหรือทุกสัปดาห์มาหยอกกระปุก นี้ คนที่เคยไปดูหนังดูดนตรีทุกอาทิตย์เมื่อไม่ไปก็เอาเงินค่าดูหนังดูคอนเสิร์ต มาหยอดกระปุก หลายคนไม่กินอาหารเย็นวันศุกร์ก็เอาเงินที่คำนวณว่าเป็นค่าอาหารมาใส่กระปุก
หลังจาก 40 วันของเทศกาลมหาพรตก็เป็นการฉลองปาสกา (Easter) วันที่พระเยซูทรงกลับคืนชีพ ทุกคนก็นำกล่องหรือกระปุกที่ออมไปรวมกันที่โบสถ์ แล้วนำเงินทั้งหมดไปรวมกันที่หน่วยงานของศาสนจักรที่ดำเนินการเรื่องนี้ใน ระดับประเทศ ออมได้เท่าไรรัฐบาลเยอรมันสมทบให้อีกเท่าตัวทุกปี
คาทอลิกเยอรมัน (ซึ่งมีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ) ออมด้วยวีธีดังกล่าวได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท รัฐบาลเยอรมันก็ให้อีก 3,000 ล้านบาท รวม 6,000 ล้าน บาท องค์กรทางศาสนจักรก็นำเงินดังกล่าวไปช่วยงานพัฒนาในประเทศยากจนต่างๆ ทั่วโลก ด้วยสำนึกว่า “พวกเขาจนเพราะพวกเรารวย” จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาความทุกข์ยากอันเกิดจากความไม่ ยุติธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรวยและประเทศจน
เงิน ดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากคนเล็กๆ ที่ออมวันละไม่กี่บาท แต่ด้วยวิธีการจัดการที่ดีและด้วยความมุ่งหมายที่จะให้เกิดไม่เพียงแต่เงิน ออม แต่ให้เกิดสำนึกใหม่ ทำให้เงินจำนวนดังกล่าวมีคุณค่าตั้งแต่การออมทุกวันแล้ว ไม่ใช่เกิดผลเมื่อนำไปช่วจยเหลือคนยากจนในประเทศต่างๆ เท่านั้นการออมดังกล่าวจึงเป็นการออมแบบ “ทวีคูณ” ที่มีแต่ได้กับได้ทุกฝ่ายทุกส่วน
คน ที่ออมก็ได้ลดละเลิกอบายมุข ความสะดวกสบาย ได้สำนึกรับผิดชอบต่อประชาคมโลก ได้ช่วยเหลือผู้คนที่ลำบากยากแค้นในประเทศต่างๆ (ไม่ใช่ออมแล้วได้เงินก้อนโตหลังเข้าพรรษาเพื่อไปซื้อของเป็นรางวัลให้ตน เอง) รัฐบาลเองก็ได้สมทบและผนึกพลังกับประชาสังคม
กว่า 40 ปีที่ผ่านมา องค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทยจำนวนมากได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานทาง ศาสนาในยุโรป (ที่ได้เงินมาด้วยวีการดังกล่าว) เพื่อทำงานกับคนจนในชนบท ในเมือง เด็ก เยาวชน คนชรา คนพิการ คนเจ็บคนป่วย งานด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม พลังงาน สุขภาพ และอื่นๆ
เรา สามารถเรียนรู้จากบทเรียนของประเทศเหล่านี้ที่รัฐนอกจากจะไม่ทำโครงการประชา นิยมแล้ว ยังสร้างระบบสวัสดิการไม่ใช่แบบคิดเองทำเองอย่างเดียว แต่ส่งเสริมสนับสนุนความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จากชุมชน จากประชาสังคมด้วยการสมทบและการปรับระบบโครงสร้างที่ก่อให้เกิดสวัสดิการที่ ยั่งยืน
ที่มา:ดร.เสรี พงศ์พิศ
เอกสารอ้างอิง:สยามรัฐรายวัน
